การแปลลักษณะนี้มักมีจุดประสงค์เฉพาะด้าน ผู้นำกลยุทธ์นี้ไปใช้มักเป็น นักจักรวรรดินิยม ผู้เผยแผ่คำสอนพระเยซู ผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพ ตัวอย่างเช่น Sir William Jones ผู้บริหารของบริษัทอินเดียตะวันออกได้แปลหนังสือ The Institutes of Hindu Law เป็นภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมระบบจักรวรรดินิยมอังกฤษและทำลายภาพลักษณ์ของชาวฮินดู การแปลลักษณะนี้ยังมีส่วนช่วยอย่างยิ่งต่องานทางศาสนาของ Eugene Nida ผู้เป็นที่ปรึกษาด้านการแปลคัมภีร์ไบเบิ้ลขององค์กรหลายแห่ง เนื่องจาก Nida ได้รับหน้าที่ดูแลงานแปลจำนวนมากซึ่งทำให้ผู้รับสารได้เข้าใจสิ่งที่คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมตน ตัวอย่างสุดท้ายได้แก่งานแปลภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า Standard Edition (1953-1974) ของ Sigmund Freud ทำให้ทฤษฎีของ Freud กลมกลืนไปกับทฤษฎีที่เชื่อว่าความรู้ของมนุษย์เกิดจากการได้รับโดยตรงมากกว่าการเทียบเคียง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่กำลังครอบงำวิชามนุษยศาสตร์ในวัฒนธรรมแอลโกลอเมริกันอยู่ในขณะนั้น และสนับสนุนให้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ในวงการแพทย์และจิตวิทยาเชิงวิชาการของ Freud ได้รับการยอมรับอีกด้วย
Please express your opinion
ReplyDeleteCould you tell me about the worksheet that I need to send to you, plase?
ReplyDeleteThank you so much, teacher.
Lalita,
ReplyDeleteTake a look at the end of Unit 1. There are questions you need to answer in group work.
Thank you so much, teacher. Can I send work on this Translation English to Thai - 2012/1 - Wednesday Class?
DeleteThis comment has been removed by the author.
ReplyDeleteThis comment has been removed by a blog administrator.
ReplyDeleteประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นางสาวลลิตา ธัญญวุฒิ
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103077-9
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ประวัติความเป็นมาของการแปล
มีการกล่าวกันว่าการแปลเกิดขึ้นและมีมาตั้งแต่สมัยโบราณโดยอาจเริ่มมาจากนักกวีหรือนักเขียนชาวกรีกโบราณที่หลงรักชื่นชอบในตัวอักษรและภาษาที่สละสลวยจนอยากถ่ายทอดออกมาเป็นตัวหนังสือและเมื่อบทความ หรือ บทกวีเหล่านั้นเป็นที่ชื่นชอบของบุคคลมากมาย จึงก่อให้เกิดการเผยแพร่อย่างกว้างขวางไปสู่สาธารณชน และกระจายไปทั่วโลกจากหลักฐานทางประวัติศาสตร์ที่เผยแพร่โดย วิกีพีเดีย กล่าวว่า การแปลที่แพร่หลาย และเป็นที่นิยมอย่างมากมายเกิดขึ้นในช่วงศตวรรษกลาง (Middle- Ages) เป็นการแปลภาษาอาราบิค ไปสู่ภาษาลาตินจากนั้นการแปลก็ได้เกิดขึ้นอย่างกว้างขวาง จากภาษาอื่นๆ ไปสู่ภาษาอังกฤษ จากบทเพลงบทหนึ่ง สู่บทเพลงเดียวกันแต่คนละภาษา จากบทกวีบทหนึ่ง สู่บทกวีบทเดียวกันแต่คนละภาษา และสุดท้ายเข้าสู่รูปแบบของธุรกิจที่เป็นอยู่ ณ ปัจจุบันนี่เป็นเพียงส่วนหนึ่งของบทความที่เกี่ยวข้องกับการเกิดขึ้นของการแปล และได้นำไปสู่การแปลในรูปของธุรกิจ ที่กระจายกันอยู่ทั่วโลกในขณะนี้
นักทฤษฎีการแปล
ชไลเออร์มาเคอร์ การแปลมี ๒ วิธี คือ
๑. ดึงผู้อ่านไปหานักเขียน
๒. ดึงนักเขียนไปหาผู้อ่าน
วิธีหลังที่ว่าดึงนักเขียนไปหาผู้อ่านคือ หมายถึงว่าทำอย่างไร จึงจะทำให้ผู้อ่านได้อ่านงานของนักเขียนคนนั้นอย่างราบรื่น ไม่รู้สึกติดขัด ไม่รู้สึกว่าแปลกแยกจากงานแปล เหมือนวิธีการที่ไดเดนพูดในตอนแรกว่า เหมือนทำให้เวอร์จินพูดภาษาอังกฤษในยุคนั้นๆ แต่ชไลเออร์มาเคอร์บอกว่า การคิดแบบนี้มันเป็นไปไม่ได้ เพราะว่าภาษาความคิด หรือความหมายทุกอย่างในโลกมันก่อรูปในภาษาและผ่านภาษา แล้วในเมื่อภาษามันมีประวัติศาสตร์ มีรากศัพท์ มีวัฒนธรรม มีบริบทที่แตกต่างกัน มันเป็นไปไม่ได้ที่คุณจะไปถอดงานเขียนชิ้นหนึ่ง ออกจากภาษาดั้งเดิม แล้วเอาแต่ความหมายแก่นแท้ที่เป็นสากล แล้วมาเปลี่ยนให้เป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยที่เหมือนกับจับแต่งตัวเข้าไปใหม่ เขาบอกว่ามันไม่มีทางเป็นไปได้ เพราะมันเท่ากับว่า (โดยที่เขาเชื่อว่า) ความคิดที่เป็นแก่นแท้ที่ไม่ผูกติดอยู่กับภาษาเลย มันไม่มี เพราะความคิดทุกอย่างมันก่อรูปในภาษา เพราะฉะนั้นเขาเลยมองว่า อันนั้นไม่ใช่การแปลที่แท้จริง การแปลที่แท้จริงในความคิดชไลเออร์มาเคอร์ก็คือว่า คุณจะต้องดึงผู้อ่านเข้าไปหาผู้เขียน พูดง่ายๆ ก็คือว่าทำให้ภาษาในการแปลที่ดี มันอาจจะไม่ได้ราบรื่นหรือว่า เป็นเสมือนภาษาต้นฉบับ คือไม่มีความสละสลวย ความสละสลวยอาจจะหายไป แต่ในขณะเดียวกันมันจะรักษาความคิดที่แตกต่างกันของคนละวัฒนธรรมเอาไว้ได้ คือนักแปลอาจจะต้องทำในที่สิ่งที่ผู้อ่านไม่พอใจหรือไม่ยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความซื่อสัตย์ต่อความหมายดั้งเดิมที่แปลกแยกออกไปจากสังคมของตัวเองมากกว่า
ประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นางสาวปารวี จงเกิดสิริทรัพย์
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103127-2
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การแปล เป็นการถ่ายทอดความหมายของข้อความในภาษาหนึ่ง ๆ ที่ใช้สื่อสาร ไปเป็นอีกภาษาหนึ่ง โดยข้อความที่ถ่ายทอดเป็นภาษาอื่นแล้วจะมีใจความเหมือนกับข้อความในภาษาต้นฉบับ ผู้ทำหน้าที่แปลภาษา เรียกว่า นักแปล ส่วนผู้แปลภาษาโดยการฟังภาษาหนึ่ง แล้วแปลเป็นคำพูดอีกภาษาหนึ่งในทันที เรียกว่า ล่าม ลักษณะการแปลที่ดี การจะแปลให้ได้บทแปลที่ใช้ภาษาได้อย่างเป็นธรรมที่สุดผู้แปลน่าจะเป็นผู้ที่ใช้ภาษาแปล ( receptot language )เป็นภาษาแม่ด้วย เช่น คนไทยที่มีภาษาแม่เป็นภาษาไทยก็น่าจะแปลจากภาษาอื่นๆมาเป็นภาษาไทยได้เป็นธรรมชาติมากกว่าที่จะแปลจากภาษาไทยไปเป็นภาษาอื่น ซึ่งผู้แปลมิได้มีความสันทัด เชี่ยวชาญเท่ากับการใช้ภาษาแม่ เพราะการจะแปลให้ได้ดีที่สุด ผูแปลควรต้องเข้าใจความหมายของต้นฉบับที่จะแปลเสียก่อน เมื่ออ่านจนเข้าใจแล้ว จึงเลือกใช้คำและโครงสร้างในภาษาแปล ซึ่งมีอยู่หลากหลายเพื่อบอกความหมายนั้น ให้ได้อย่างเป็นธรรมชาติที่สุด
ถ้าเราไปอ่านทฤษฎีการแปลต่างประเทศ เกือบทุกเล่มยังไงๆ ก็ต้องพูดถึง ชไลเออร์มาเคอร์ ในยุคนี้มีนักคิดอยู่หลายคน นอกจากชไลเออร์มาเคอร์ ที่อยู่ในกลุ่มนี้ก็จะมี เกอเต้, โชเปนฮาวเออร์, วอเตอร์ เบนจามิน…แต่ชไลเออร์มาเคอร์มีคนอ้างถึงมากที่สุด เนื่องจากว่ายุคนี้มีการศึกษาค้นคว้า มีแนวคิดทฤษฎีทางด้านปรัชญาและภาษาศาสตร์เกิดขึ้นมากมาย ทฤษฎีการแปลก็ได้รับอิทธิพลมาจากทางด้านปรัชญาและภาษาศาสตร์ โดยเฉพาะทฤษฎีความหมายหรือการตีความ สมัยก่อนในยุคแรก ทฤษฎีการแปลจะเกิดมาจากนักแปลจริงๆ พูดถึงประสบการณ์ของตัวเอง แต่พอมาถึงยุคนี้ทฤษฎีการแปล บางทีไม่ได้เกี่ยวกับการแปลจริงๆ จะเป็นนักคิดหรือนักปรัชญามองเรื่องการแปลโดยเชื่อมโยงเกี่ยวกับทฤษฎีทางด้านภาษา ปรัชญา และความคิดเป็นส่วนใหญ่ ทำให้ทฤษฎีการแปล เริ่มปรับเปลี่ยนและมีระเบียบวิธีคิดเป็นของตัวเอง โดยที่อาจจะไม่ขึ้นอยู่กับการแปลจริงๆ หรือว่าต้นฉบับเฉพาะชิ้นไหนหรือว่านักแปลคนไหน แต่ว่าส่วนใหญ่ทฤษฎีการแปลในยุคนี้ จะเกี่ยวกับการทำความเข้าใจว่า คำว่าเข้าใจหมายถึงอะไร มันทำให้การแปลมีแง่มุมทางปรัชญาขึ้นมามากการแปลที่แท้จริงในความคิดชไลเออร์มาเคอร์ก็คือว่า คุณจะต้องดึงผู้อ่านเข้าไปหาผู้เขียน พูดง่ายๆ ก็คือว่าทำให้ภาษาในการแปลที่ดี มันอาจจะไม่ได้ราบรื่นหรือว่า เป็นเสมือนภาษาต้นฉบับ คือไม่มีความสละสลวย ความสละสลวยอาจจะหายไป แต่ในขณะเดียวกันมันจะรักษาความคิดที่แตกต่างกันของคนละวัฒนธรรมเอาไว้ได้ คือนักแปลอาจจะต้องทำในที่สิ่งที่ผู้อ่านไม่พอใจหรือไม่ยอมรับ แต่ในขณะเดียวกันก็มีความซื่อสัตย์ต่อความหมายดั้งเดิมที่แปลกแยกออกไปจากสังคมของตัวเองมากกว่า
ประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นางสาวศิริวรรณ บุญมี
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103187-6
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
แปล ซึ่งเป็นคำกริยาไว้สองความหมายคือ ถ่ายทอดจากภาษาหนึ่งมาเป็นอีกภาษาหนึ่ง เละทำให้เข้าใจความหมาย ภาษาอังกฤษเป็นภาษาที่ถ่ายทอดเป็นภาษาต่างๆมากที่สุดในโลก โดยเฉพาะภาษาไทยเพราะแหล่งความรู้สมัยใหม่มักเขียนเป็นภาษาอังกฤษซึ่งเป็นภาษากลาง การสื่อสารต่างๆล้วนให้ความสำคัญกับภาษาอังกฤษ เช่น อินเตอร์เน็ต ภาพยนตร์ จดหมายสมัครงาน การสัมภาษณ์งาน การเจรจาธุรกิจ การทำสัญญาต่างๆ ภาษาอังกฤษจึงเป็นกุญแจสำคัญที่ใช้เปิดประตูเข้าสู่โลกแห่งความรู้ เช่น การอ่านตำราภาษาอังกฤษ การสนทนาแลกเปลี่ยนความรู้กับชาวต่างชาติ การแปลจึงมีความสำคัญตามไปด้วยเพราะจำเป็นต้องถ่ายทอดข้อมูลมาเป็นอีกภาษาหนึ่ง การแปล คือ การถ่ายทอดความหมาย จากภาษาต้นฉบับไปเป็นอีกภาษาหนึ่งและให้ความหมายเท่ากันหรือใกล้เคียงกับภาษาต้นฉบับมากที่สุดโดยการแปลแบ่งเป็น 2 ชนิด คือ 1. การแปลตามรูปของภาษา ( Form ) 2. การแปลตามความหมาย ( Meaning )
การแปลตามรูปของภาษา คือการศึกษารูปแบบและโครงสร้างของประโยคในภาษานั้น ๆให้ชัดเจน แล้วถ่ายทอดออกมาเป็นอีกภาษาหนึ่งตามรูปแบบที่เห็นตามโครงสร้างนั้น ๆซึ่งการแปลชนิดนี้ถ้าไม่ผสมกับวิธีที่ 2 ก็อาจจะทำให้ผิดความหมายได้เมื่อแปลคำที่เป็นประโยคหรือสำนวนการแปลตามความหมาย คือการถ่านทอดความหมายจากต้นฉบับเดิมให้เป็นภาษาที่สละสลวยในภาษาที่สอง
ทฤษฎีการแปล ทฤษฎีการแปลที่พูดกันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแปลจริงๆ เสียทีเดียว เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการแปลว่าการแปลควรจะเป็นยังไง ซึ่งทฤษฎีการแปลจะมีการแบ่งยุค แต่การแบ่งยุคมันก็ไม่ได้แบ่งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือว่าถ้าบอกว่ายุคนี้ แล้วหมายความว่ามันจบแค่ยุคนั้น ที่ทำแล้วมันไม่มีต่อมาถึงคนอื่น ก็ไม่ใช่ ก็มีการเหลื่อมล้ำกัน อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแปลที่ทำจริงๆ เท่าไหร่ แต่มันเป็นแนวคิดของนักคิดหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการแปล ปัจจุบันนี้คือ ต้องเรียกว่าเป็นยุคของสัญญวิทยา คนที่มีอิทธิพลในทฤษฎีการแปลยุคนี้ ก็คือ อูมเบอร์โต้ เอโก้ เขาเขียนหนังสือเป็นทฤษฎีการแปลเล่มหนึ่งชื่อ "mouse or rat" และคนที่เขียนที่เป็นพวก postmodern ส่วนใหญ่แนวคิดในด้านทฤษฎีการแปลของกลุ่มนี้ ก็คือ เน้นไปทางด้านสหสัมพันธบท (intertextuality) ความหมายขึ้นอยู่กับบริบทที่แวดล้อม แล้วก็เอโก้เขียนหนังสือทฤษฎีการแปลเล่มหนึ่งพูดว่า " การแปลคือการต่อรอง" การต่อรองระหว่างนักแปลกับต้นฉบับ มันจะเป็นการต่อรองประโยคต่อประโยคและคำต่อคำ หรือความหมายต่อความหมาย และอีกหนึ่งคนที่นิยามเรื่องการแปลได้ดีคือวิกเก็นสไตล์ เป็นนักปรัชญา เขาบอกว่า การแปลเป็นเสมือนปัญหาทางคณิตศาสตร์ มันแก้ได้ แต่มันไม่มีระเบียบวิธีอย่างเป็นระบบในการแก้ นี่เป็นคำพูดของวิกเก็นสไตล์
ประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นาย บุณยวัฒน์ เจริญบุญวานนท์
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103089-4
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ทฤษฎีการแปล
ทฤษฎีการแปลที่พูดกันไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแปลจริงๆ เสียทีเดียว เป็นแนวคิดที่เกี่ยวข้องกับการแปลว่าการแปลควรจะเป็นยังไง ซึ่งทฤษฎีการแปลจะมีการแบ่งยุค แต่การแบ่งยุคมันก็ไม่ได้แบ่งแบบเบ็ดเสร็จเด็ดขาด หรือว่าถ้าบอกว่ายุคนี้ แล้วหมายความว่ามันจบแค่ยุคนั้น ที่ทำแล้วมันไม่มีต่อมาถึงคนอื่น ก็ไม่ใช่ ก็มีการเหลื่อมล้ำกัน อาจจะไม่ได้เกี่ยวข้องกับการแปลที่ทำจริงๆ เท่าไหร่ แต่มันเป็นแนวคิดของนักคิดหลายๆ คนที่เกี่ยวข้องกับการแปล เขาแบ่งยุคทฤษฎีการแปลออกเป็น ๔ ยุคด้วยกัน
ยุคแรก
ยุคเริ่มต้นเป็นยุคที่ยาวนานมาก คือ เริ่มมาจากซิเซโร ตั้งกฎที่มีชื่อเสียงอันหนึ่ง คือพูดว่า "จงอย่าแปลคำต่อคำ" หลังจากนั้น ๒๐ ปีต่อมา ฮอเรสซึ่งก็เป็นนักคิดโรมัน เขาก็พูดคล้ายๆ กัน ยุคนี้ยาวนานมากที่มีทฤษฎีการแปลว่า จงอย่าแปลคำต่อคำ คนที่ดังมากที่เขียนเรื่องนี้เกี่ยวกับทฤษฎีการแปลว่าจงอย่าแปลคำต่อคำคือ จอห์น ไดเดน ไดเดนเป็นกวีชาวอังกฤษเป็นนักแปลด้วย ซึ่งส่วนใหญ่จะแปลงานของฮอเรส ลักษณะของทฤษฎีการแปลในยุคนี้เขาจะบอกว่า "อย่าแปลคำต่อคำ" แต่ให้"แปลโดยการถ่ายทอดความหมาย" ลักษณะเด่นก็คือว่า มันเป็นทฤษฎีการแปลที่เกิดมาจากคนที่ทำงานแปลจริงๆ เอาประสบการณ์ของตัวเองขึ้นมาพูด คำพูดที่ดังมากของไดเดนก็คือคำพูดที่ว่า คนเราควรจะแปล, สมมติแปลฮอเรสก็ควรจะแปลให้เปรียบเสมือนฮอเรสพูดภาษาอังกฤษในยุคสมัยนี้ ส่วนใหญ่ไดเดนไม่ได้เขียนบทความแต่จะเขียนคำนำ ในคำนำเขาจะเขียนเกี่ยวกับทฤษฎีการแปลเอาไว้ เขาบอกว่าในการแปลมันมี ๓ อย่าง คือ
ยุทธ์การแปล (strategies of translation) ของ Lawrence Venuti
นักทฤษฎีการแปล Lawrence Venuti ได้เสนอว่าการแปลทั้งมวลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่ foreignization (กลยุทธ์การแปลแบบรักษาความแปลกต่าง) และ domestication (กลยุทธ์การแปลแบบทำให้กลมกลืน) ดังจะอธิบายดังต่อไปนี้
Schleiermacher มองว่าการแปลส่วนใหญ่เป็นกลยุทธ์แบบทำให้กลมกลืนซึ่งเป็นการลดชาติพันธุ์ นิยมของต้นฉบับที่มาจากต่างประเทศ แต่สิ่งที่ Schleiermacher นิยมมากกว่าคือกลยุทธ์แบบรักษาความแปลกต่าง ในกรณีของ Schleiermacher นี้เป็นการถอยห่างออกจากความคิดเรื่องชาติพันธุ์มาสู่ความแตกต่างทาง ภาษาศาสตร์และวัฒนธรรมของตัวบทต่างประเทศ เป็นการส่งผู้อ่านไปยังต่างประเทศ
นัก ทฤษฎีชาวฝรั่งเศส Antoine Berman มองว่ากลยุทธ์นี้เป็นจรรยาบรรณของการแปลเพราะเป็นการทำให้ตัวบทที่แปลแล้ว ไม่มีการสูญหายของวัฒนธรรมต้นทาง และในทางตรงกันข้ามยังแสดงตัวตนทางวัฒนธรรมของภาษาต้นทาง กลยุทธ์การแปลลักษณะนี้นอกจากจะทำให้เกิดการเข้าใจตัวบทและวัฒนธรรมจากต่าง ประเทศแล้ว ยังอาจตอบสนองนโยบายทางวัฒนธรรมและการเมืองของประเทศผู้แปลอีกด้วย
ประวัติการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย น.ส. ศิระวรรณ บัวศรี เลขที่ 3 (115310103022-5)
คณะศิลปศาสตร์ (ภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล)
มหาิวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ประวัติการแปลและนักทฤษฎีการแปล
การแปลเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ทราบแน่นอน แต่เชื่อกันว่าการแปลมีมานานแล้ว ปีเตอร์ นิวมาร์ค กล่าวว่า การแปลมีมาตั้งแต่ 3,000 ปีก่อนคริสต์ศักราช และวรรณกรรมแปลเก่าแก่ที่สุดที่พบในปัจจุบัน คือ เอกสารที่ขุดพบในบริเวณเมืองเอบลา ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศซีเรียในปัจจุบัน การแปลเริ่มเข้ามามีบทบาทในยุโรปประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช นักแปลชาวยุโรปในตอนเริ่มแรกเชื่อกันว่าเป็นชาวกรีก ซึ่งแปลมหากาพย์โอดิสซี ของโฮเมอร์ ต่อมาในศตวรรษที่ 8-9 เมื่อพวกอาหรับเจริญขึ้น ก็มีการแปลผลงานของปรัชญาเมธีในสมัยนั้นเป็นภาษาอาหรับ โดยมีกรุงแบกแดดเป็นศูนย์กลางการแปลหนังสือที่ใหญ่ที่สุด และในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ได้เกิดศูนย์การแปลแห่งโทเลโดในสเปนขึ้น โดยศูนย์การแปลแห่งนี้จะแปลผลงานด้านๆต่างจากภาษาอาหรับเป็นภาษาสเปน และมีการสืบทอดต่อไปเป็นภาษาอื่นๆ อีกหลายภาษา นับแต่นั้นมาการแปลก็เจริญก้าวหน้าเรื่อยมาจนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งถือว่าเป็นยุคของการแปล แต่ก็มีปัญหาเกิดขึ้นเนื่องจากเมื่อมีการแปลถ่ายทอดจากภาษาหนึ่งไปอีกภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งสืบต่อกันไปหลายๆทอด จึงทำให้เนื้อหาของผลงานที่แปลไม่ตรงกับต้นฉบับในภาษาเดิม จนต้องมีการตั้งสถาบันเพื่อควบคุมการแปลให้เป็นมาตรฐาน เช่น Academie Franciase หรือบัณฑิตยสถานฝรั่งเศส เพื่อพิจารณาให้ใช้ภาษาที่แปลอย่างถูกต้องและเหมาะสม เมื่อมีงานแปลมากขึ้น ความต้องการนักแปลก็ยิ่งเพิ่มขึ้น ความต้องการนี้ทำให้มีการก่อตั้งสถาบันเพื่อการผลิตนักแปล เช่น มหาวิทยาลัยเกรอนอบล์ มหาวิทยาลัยยอร์ก มหาวิทยาลัยมอนทรีออล เป็นต้น
นักทฤษฎีการแปล Lawrence Venuti ได้เสนอว่าการแปลทั้งมวลแบ่งออกเป็น 2 ประเภท ได้แก่
1. Foreignization (กลยุทธ์การแปลแบบรักษาความแปลกต่าง)
Venuti ยกตัวอย่างการแปลแนวนี้ว่า ผู้แปลอาจเลือกใช้คำล้าสมัยแทนที่จะใช้คำที่ผู้อ่านในสมัยนั้นคุ้นเคย เพื่อเป็นการนำผู้อ่านไปสู่วัฒนธรรมของภาษาต้นฉบับ หรืออาจเลือกใช้คำแบบบริทิชนิยม (Britishisms) ผสมกับคำอเมริกันร่วมสมัยก็เป็นได้ กลยุทธ์แนวนี้เป็นการทำให้ผู้อ่านทราบแต่ต้นเรื่องว่าผู้แปลมีวัตถุประสงค์ในการแปลไปในแนวทางใด
2. Domestication หรือกลยุทธ์การแปลแบบทำให้กลมกลืน
กลยุทธ์ประเภทนี้เกิดขึ้นในช่วงอาณาจักรโรมโบราณเป็นอย่างช้าสุด แนวคิดหลักของกระบวนการดังกล่าว คือการแปลเป็นรูปแบบหนึ่งของการเอาชนะ ดังจะเห็นได้จากการที่กวีชาวลาติน เช่น Horace และ Propertius ได้แปลตัวบทภาษากรีกเป็นฉบับแปลแบบโรมันโดยที่ไม่เก็บสิ่งหรือชื่อที่เป็นส่วนตัวไว้ รวมทั้งสิ่งใดก็ตามที่ถือว่าเป็นประเพณี ดังนั้นนักแปลชาวลาตินจึงไม่เพียงแต่ลบสิ่งบ่งชี้ทางวัฒนธรรมออกไปเท่านั้น แต่ยังพูดถึงวัฒนธรรมโรมันและเปลี่ยนชื่อเทพเจ้าของกรีกเป็นชื่อตนเองอีกด้วย กลยุทธ์การแปลประเภทนี้มีอิทธิพลอย่างมากต่อแนวทางการแปลแบบดั้งเดิมของประเทศอังกฤษและฝรั่งเศส โดยเฉพาะอย่างยิ่งในช่วงสมัยใหม่ตอนต้น มีหลักฐานบ่งชี้ว่าการแปลแนวนี้แสดงให้เห็นถึงการยึดติดกับวัฒนธรรมท้องถิ่นตั้งแต่การเลือกต้นฉบับมาแปลรวมถึงการพัฒนาวิธีแปล ดังเช่นนักแปลชั้นนำชาวฝรั่งเศส Nocolas Perrot D’Ablancourt ได้กล่าวว่าวัตถุประสงค์การแปลแนวนี้ก็เพื่อหลีกเลี่ยงการลบหลู่ความอ่อนโยนประณีตของภาษาฝรั่งเศส รวมถึงคำนึงถึงความถูกต้องในเชิงเหตุผลอีกด้วย
การแปลลักษณะนี้มักมีจุดประสงค์เฉพาะด้าน ผู้นำกลยุทธ์นี้ไปใช้มักเป็น นักจักรวรรดินิยม ผู้เผยแผ่คำสอนพระเยซู ผู้เชี่ยวชาญวิชาชีพ ตัวอย่างเช่น Sir William Jones ผู้บริหารของบริษัทอินเดียตะวันออกได้แปลหนังสือ The Institutes of Hindu Law เป็นภาษาอังกฤษเพื่อส่งเสริมระบบจักรวรรดินิยมอังกฤษและทำลายภาพลักษณ์ของชาวฮินดู การแปลลักษณะนี้ยังมีส่วนช่วยอย่างยิ่งต่องานทางศาสนาของ Eugene Nida ผู้เป็นที่ปรึกษาด้านการแปลคัมภีร์ไบเบิ้ลขององค์กรหลายแห่ง เนื่องจาก Nida ได้รับหน้าที่ดูแลงานแปลจำนวนมากซึ่งทำให้ผู้รับสารได้เข้าใจสิ่งที่คล้ายคลึงกับวัฒนธรรมตน ตัวอย่างสุดท้ายได้แก่งานแปลภาษาอังกฤษที่เรียกกันว่า Standard Edition (1953-1974) ของ Sigmund Freud ทำให้ทฤษฎีของ Freud กลมกลืนไปกับทฤษฎีที่เชื่อว่าความรู้ของมนุษย์เกิดจากการได้รับโดยตรงมากกว่าการเทียบเคียง ซึ่งเป็นทฤษฎีที่กำลังครอบงำวิชามนุษยศาสตร์ในวัฒนธรรมแอลโกลอเมริกันอยู่ในขณะนั้น และสนับสนุนให้ทฤษฎีจิตวิเคราะห์ในวงการแพทย์และจิตวิทยาเชิงวิชาการของ Freud ได้รับการยอมรับอีกด้วย
ประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นางสาวชลิตา สุขประสงค์
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103080-3
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ประวัติการแปลและนักทฤษฎีแปล
การแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยเริ่มมาแต่ปี พ.ศ. ใด ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานแน่ชัด แต่เมื่อพิจารณาจากวรรณคดีแล้วพบว่ามีการศึกษาภาษาของชาติตะวันออกอื่นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ตัวอย่างเช่น ไตรภูมิพระร่วง หรือไตรภูมิกถา ที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเรียบเรียงขึ้นจาก พระคัมภีร์ในพุทธศาสนา หลักฐานการแปลครั้งแรกเป็นการแปลภาษามคธที่ปรากฏอยู่ในมหาชาติคำหลวง เมื่อถึงรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์โปรดเกล้าให้มีการแปลวรรณคดี ๒ เรื่องใหญ่คือ ไซ่ฮั่น และ สามก๊ก ครั้นสมัยรัชกาลที่ ๔ วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มหลั่งไหลเข้ามา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนให้พระราชโอรสทุกพระองค์มีการศึกษาจึงได้ทรงจ้างครูชาวต่างชาติเข้ามาสอนหนังสือในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการแปลและการแต่งเรื่อง เช่น บทพระราชนิพนธ์เรื่อง ลิลิตนิทราชาคริต ซึ่งที่มาของบทพระราชนิพนธ์มาจากหนังสือพันหนึ่งราตรี อันเป็นเรื่องเล่า พื้นบ้านเดิมเป็นภาษาอาหรับ ต่อมามีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ หลายสำนวนแต่สำนวนหนึ่งที่นิยมมากที่สุดคือ ของ เซอร์ริชาร์ด เบอร์ตัน ชาวอังกฤษในปี พ.ศ. ๒๔๒๗ พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าคณางค์ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ได้ทรงออกหนังสือพิมพ์วชิรญาณวิเศษขึ้น ในหนังสือเล่มนี้เองเริ่มมีการแปลวรรณกรรมตะวันตกในรูปของนิทาน เช่นนิทานอีสปปกรณัม เพื่อสอนคติธรรมและให้ความบันเทิง เมื่อมีความนิยมก็มีการแปลมากขึ้น เช่น พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัสกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงนำเค้าโครงเรื่อง Cinderella มาแปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อว่า นางจินตลีลาครั้นมาถึงครึ่งหลังของรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกลุ่มขุนนางที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกได้ออกนิตยสารชื่อลักวิทยา ขึ้นในปี พ.ศ. ๒๔๔๓ โดยเป็นหนังสือรายเดือน ซึ่งได้แถลงวัตถุประสงค์ว่า “เรื่องที่จะลงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้จะเป็นเรื่องแปล หรือ “ลัก” เอามาจากภาษาอื่นโดยมาก เพราะฉะนั้นหนังสือลักวิทยาจะเป็นล่ามในส่วนข่าวต่างประเทศ” คำกล่าวนี้สะท้อนให้เห็นความนิยมเรื่องแปลจากตะวันตกเริ่มแพร่หลายในประเทศไทยในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ ๕ จนกระทั่งปี พ.ศ. ๒๔๔๑ นายนกยูง วิเศษกุล ต่อมารับราชการเป็นพระยาสุรินทราชาได้ได้แปล นวนิยายเป็นภาษาไทยเรื่องแรก โดยให้ชื่อว่า “ความพยาบาท” แปลจากเรื่อง Vendetta, or the Story of One Forgetten ของ มารี คอเรียลลิ ซึ่งเป็นผลให้เกิดการเขียนรูปแบบใหม่คือ นวนิยายขึ้นในประเทศไทย
ยูจีน ไนดา (Eugene A. Nida) ผู้เชี่ยวชาญทฤษฎีการแปลชาวอเมริกันกล่าวว่าการ
แปล คือ การถ่ายทอดความหมายของขอความจากภาษาหนึ่งไปยังอีกกภาษาหนึ่ง โดยรักษา
รูปแบบของข้อความไว้ได้ ตรงตามต้นฉบับ
ประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นางสาวพิมพ์ชนก บินกอรี
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103163-7
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยเริ่มมาตั้งแต่ปี พ.ศ. ใด ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานแน่ชัด แต่เมื่อพิจารณาจากวรรณคดีแล้วพบว่ามีการศึกษาภาษาของชาติตะวันออกอื่นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว หลักฐานการแปลครั้งแรกเป็นการแปลภาษามคธที่ปรากฎอยู่ในมหาชาติคำหลวง ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนกลาง ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ซึ่งน่าจะมีการแปลภาษาต่างชาติอยู่บ้าง ดังที่นิโกลาส แยร์เวส์บันทึกถึงพระราชกรณียกิจประจำวันของสมเด็จ พระนารายณ์ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าอาจมีการแปลประวัติศาสตร์ต่างๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเล่าเรื่องตามคำบอกเล่าของชาวต่างชาติก็เป็นได้ ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ 3 เริ่มมีการแปลหนังสือภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย โดยนายแพทย์ยอร์ช แมคฟาแลนด์ ระบุว่าแหม่มแอนนา ยัดสัน แปลคำสอนศาสนาคริสต์เป็นภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. 2362 แต่ไม่มีหลักฐานเหลือถึงปัจจุบัน ครั้นสมัยรัชกาลที่ 4 วัฒนธรรมตะวันตกเริ่มหลั่งไหลเข้ามา พระบาทสมเด็จพระจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวทรงสนับสนุนให้พระราชโอรสทุกพระองค์มีการศึกษาจึงได้ทรงจ้างครูชาวต่างชาติเข้ามาสอนหนังสือในพระบรมมหาราชวัง ซึ่งเป็นผลทำให้เกิดการแปลและการแต่งเรื่อง เช่น บทพระราชนิพนธ์เรื่อง ลิลิตนิทราชาคริต ซึ่งที่มาของบทพระราชนิพนธ์มาจากหนังสือพันหนึ่งราตรี อันเป็นเรื่องเล่า พื้นบ้านเดิมเป็นภาษาอาหรับ ต่อมามีการแปลเป็นภาษาอังกฤษ หลายสำนวนแต่สำนวนหนึ่งที่นิยมมากที่สุดคือ ของ เซอร์ริชาร์ด เบอร์ตัน ชาวอังกฤษ
ในปี พ.ศ. 2427 พระเจ้าน้องยาเธอพระองค์เจ้าคณางค์ กรมหลวงพิชิตปรีชากร ขณะดำรงตำแหน่งสภานายกหอพระสมุดวชิรญาณ ได้ทรงออกหนังสือพิมพ์วชิรญาณวิเศษขึ้น ในหนังสือเล่มนี้เองเริ่มมีการแปลวรรณกรรมตะวันตกในรูปของนิทาน เช่นนิทานอีสปปกรณัม เพื่อสอนคติธรรมและให้ความบันเทิง เมื่อมีความนิยมก็มีการแปลมากขึ้น เช่น พระองค์เจ้ารัชนีแจ่มจรัสกรมหมื่นพิทยาลงกรณ์ ทรงนำเค้าโครงเรื่อง Cinderella มาแปลเป็นภาษาไทยโดยใช้ชื่อว่า นางจินตลีลา ครั้นมาถึงครึ่งหลังของรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระจุลจอมเกล้าเจ้าอยู่หัวกลุ่มขุนนางที่ได้รับการศึกษาจากตะวันตกได้ออกนิตยสารชื่อลักวิทยา ขึ้นในปี พ.ศ. 2443 โดย เรื่องที่จะลงในหนังสือพิมพ์ฉบับนี้จะเป็นเรื่องแปล สะท้อนให้เห็นความนิยมเรื่องแปลจากตะวันตกเริ่มแพร่หลายในประเทศไทยในปลายรัชสมัยรัชกาลที่ 5
จนกระทั่งปี พ.ศ. 2441 นายนกยูง วิเศษกุล ได้แปลนวนิยายเป็นภาษาไทยเรื่องแรก โดยให้ชื่อว่า “ความพยาบาท” แปลจากเรื่อง Vendetta, or the Story of One Forgetten ของ มารี คอเรียลลิ ซึ่งเป็นผลให้เกิดการเขียนรูปแบบใหม่คือ นวนิยายขึ้นในประเทศไทย และนับจากวันนั้นจนวันนี้ วรรณกรรมแปลก็ได้เข้ามาสู่สังคมไทยอย่างต่อเนื่อง
นักทฤษฎีแปล
Mildred L. Larson : ผู้แปลจะประสบความสำเร็จในงานแปลก็ต่อเมื่อผู้อ่านไม่ทราบเลยว่ากำลังอ่านงานแปล แต่คิดว่ากำลังอ่านข้อเขียนในภาษาของตนเพื่อความรู้และความบันเทิง
ประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นาย ณัฐวัตร ศุภพฤกษ์ เลขที่ 18
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103118-1
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
การแปลเริ่มต้นตั้งแต่เมื่อใดไม่มีผู้ทราบที่แน่นอน แต่เชื่อกันว่าการแปลมีมานานแล้ว ปีเตอร์ นิวมาร์ค (Peter Newmark) กล่าวว่าการแปลมีมาตั้งแต่ 3000 ปีก่อนคริสต์ศักราช และวรรณกรรมแปลเก่าแก่ที่สุดที่พบในปัจจุบัน คือ เอกสารที่ขุดพบในบริเวณเมืองเอบรา (Ebla) ซึ่งอยู่ทางทิศเหนือของประเทศซีเรียในปัจจุบัน ในสมัยโบราณดินแดนแถบนั้นเป็นศูนย์กลางการค้าขาย จึงเป็นที่ๆคนหลายชาติ หลายภาษา มาชุมนุมกันเพื่อทำธุรกิจ มีการเจรจาธุรกิจและการค้า จึงจำเป็นต้องมีการแปลแลกเปลี่ยนเอกสารและทำสัญญาการค้า
การแปลเริ่มเข้ามามีบทบาทในยุโรปประมาณ 300 ปีก่อนคริสต์ศักราช นักแปลชาวยุโรปในตอนเริ่มแรกเชื่อกันว่าเป็นชาวกรีก ซึ่งแปลมหากาพย์โอดิสซี (Odyssey) ของโฮเมอร์ (Homer) จากภาษากรีกเป็นภาษาละตินและเมื่อชาวโรมันรับอิทธิพลทางศาสนาและอารยธรรมจากกรีก ก็เกิดการแปลศิลปะวิทยาการต่างๆ จากภาษากรีกเป็นภาษาละติน นักแปลที่มีชื่อเสียงในสมัยนั้นเช่น แคททัลลัส (Catulus) และซิเซโร (Cicero) เป็นต้น
ต่อมาในราวคริสต์ศตวรรษที่ 8-9 เมื่อพวกอาหรับเจริญรุ่งเรืองขึ้น ก็มีผู้แปลผลงานด้านปรัชญาของอริสโตเติล (Aristotle) และเพลโต (Plato) งานทางการแพทย์ของกาเลน (Gallen) และฮิปโปเครติส (Hippocrates) และงานทางประวัติศาสตร์ของ เฮโรโดตุส (Herodotus) ออกมาเป็นภาษาอาหรับ นับว่าในยุคนั้นกรุงแบกแดด (Baghdad) เป็นศูนย์กลางของการแปลที่ใหญ่ที่สุด
ในราวคริสต์ศตวรรษที่ 11-12 ได้เกิดศูนย์การแปลแห่งโทเลโด (Toledo) ในสเปนมีการแปลงานทางวิชาการ ทางวิทยาศาสตร์ และปรัชญาจากภาษาอาหรับมาเป็นภาษาสเปน และมีการแปลออกมาเป็นภาษาอื่นๆ อีกหลายภาษา นับแต่นั้นมาการแปลก็เจริญก้าวหน้ามาเรื่อยๆ จนถึงคริสต์ศตวรรษที่ 20 ซึ่งถือว่าเป็นยุคของการแปล เพราะความเจริญทางเทคโนโลยีการสื่อสารทำให้มนุษย์ที่อยู่คนละซีกโลก ต่างชาติ ต่างภาษาสามารถติดต่อกันอย่างใกล้ชิด มีการเผยแพร่ข่าวสารและถ่ายทอดศิลปะวิทยาการโดยใช้การแปลเป็นสื่อ มีผลงานแปลเกิดขึ้นมากมาย มีการแปลถ่ายทอดจากภาษาหนึ่งไปยังอีกภาษาหนึ่งสืบต่อกันไปหลายๆทอด จนทำให้เกิดปัญหา คือ เนื้อหาของผลงานที่แปลมาไม่ตรงกับต้นฉบับในภาษาเดิม จนต้องมีการตั้งสถาบันเพื่อควบคุมการแปลให้เป็นมาตรฐานเช่น Academie Francaise หรือบัณฑิตยสถานแห่งฝรั่งเศส ซึ่งตั้งขึ้นในปี ค.ศ. 1635 เพื่อพิจารณาให้ใช้ภาษาแปลที่ถูกต้องและเหมาะสม เมื่อมีการแปลงานมากขึ้นความต้องการนักแปลที่มีมาตรฐานก็เพิ่มขึ้นเป็นเงาตามตัว ความต้องการนี้ทำให้เกิดสถาบันเพื่อการผลิตนักแปลขึ้น เช่น สถาบันล่ามและนักแปล E.S.I.T. (L’Ecole Superieure d’Interprets et de Trauducteurs) ซึ่งปัจจุบันเป็นคณะวิชาหนึ่งสังกัดมหาวิทยาลัยปารีสที่ 3 เปิดการสอนวิชาแปลทั้งระดับปริญญาตรี โท และเอก นอกจากนั้นยังมีสถาบันผลิตนักแปลตามความต้องการขององค์การสหประชาชาติที่เจนีวาและนิวยอร์ค สำหรับในทวีปยุโรปและอเมริกาก็มีมหาวิทยาลัยหลายแห่งจัดหลักสูตรเพื่อการผลิตนักแปลโดยตรงทั้งระดับปริญญาตรีและโท เช่น มหาวิทยาลัยเกรอนอบล์ (Grenable) ประเทศฝรั่งเศสมหาวิทยาลัยยอร์ค (York) และมหาวิทยาลัยมอนทรีออล (Montreal) ประเทศแคนาดาม มหาวิทยาลัยขอร์จทาวน์ (Georgetown University) ประเทศสหรัฐอเมริกา University of North London ประเทศอังกฤษ Institut Libre Marie Haps ประเทศเบลเยียม Hogeschool Maastricht ประเทศเนเธอร์แลนด์ เป็นต้น ส่วนในประเทศไทย สถาบันการศึกษาหลายแห่งก็ได้จัดหลักสูตรเพื่อผลิตนักแปลโดยตรง จุฬาลงกรณ์มหาวิทยาลัยและมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ก็มีการฝึกอบรมการแปลในระดับประกาศนียบัตรและมหาวิทยาลัยรามคำแหงได้เปิดหลักสูตรปริญญาโททางด้านการแปลมาตั้งแต่ พ.ศ. 2539
นักทฤษฎีแปล
ดับเบิลยู. เอช. ออเดน (อังกฤษ: W. H. Auden) (21 กุมภาพันธ์ ค.ศ. 1907 - (29 กันยายน ค.ศ. 1973) ออเดนมีชื่อเต็มว่า วิสตัน ฮิวจ์ ออเดนแต่ใช้ชื่อย่อในงานเขียน ออเดนเป็นกวีคนสำคัญชาวอังกฤษ-อเมริกัน ที่เกิดในอังกฤษแต่ต่อมาถือสัญชาติอเมริกัน ผู้ถือกันว่าเป็นหนึ่งในนักเขียนคนสำคัญที่สุดในคริสต์ศตวรรษที่ 20 ความสำคัญของออเดนอยู่ที่ลักษณะการเขียนและเทคนิคของการเขียน ความสัมพันธ์ทั้งทางแนวคิดเกี่ยวกับหัวข้อทางการเมืองและทางจริยธรรมและความหลากหลายของโทน โครงสร้าง และเนื้อหาของงานเขียน หัวใจของสิ่งที่เขียนของงานประพันธ์เกี่ยวกับความรัก การเมืองและการถือสัญชาติ ศาสนาและจริยธรรมและความสัมพันธ์ระหว่างแต่ละบุคคลกับความไม่มีตัวตน (anonymous) ความไม่มีความสัมพันธ์ และโลกของธรรมชาติ
This comment has been removed by the author.
ReplyDeleteThis comment has been removed by the author.
ReplyDeleteประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นาย บวรศักดิ์ แสนเสนา เลขที่ 17
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103107-4
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
ประวัติการแปลในประเทศไทย
โดย อาจารย์วัชรพงษ์ แจ้งประจักษ์
คณะมนุษยศาสตร์และสังคมศาสตร์
การแปลภาษาต่างประเทศเป็นภาษาไทยเริ่มมาแต่ปี พ.ศ. ใด ไม่ปรากฏเป็นหลักฐานแน่ชัด แต่เมื่อพิจารณาจากวรรณคดีแล้วพบว่ามีการศึกษาภาษาของชาติตะวันออกอื่นมาตั้งแต่สมัยสุโขทัยแล้ว ตัวอย่างเช่น ไตรภูมิพระร่วง หรือไตรภูมิกถา ที่สมเด็จพระบรมไตรโลกนาถทรงเรียบเรียงขึ้นจาก พระคัมภีร์ในพุทธศาสนา
หลักฐานการแปลครั้งแรกเป็นการแปลภาษามคธที่ปรากฎอยู่ในมหาชาติคำหลวง ตามที่ได้กล่าวไว้ว่า “มีจดหมายเหตุปรากฎว่าสมเด็จพระบรมไตรโลกนาถ มีรับสั่งให้ประชุมนักปราชญ์
ราชบัณฑิตในกรุงศรีอยุธยาแปลแต่งเมื่อปีขาล จุลศักราช ๘๔๔ พ.ศ. ๒๑๒๕”
ต่อมาในสมัยอยุธยาตอนกลาง ประเทศไทยมีการติดต่อค้าขายกับต่างชาติมากขึ้น ซึ่งน่าจะมีการแปลภาษาต่างชาติอยู่บ้าง ดังที่นิโกลาส แยร์เวส์บันทึกถึงพระราชกรณียกิจประจำวันของสมเด็จ พระนารายณ์ไว้ตอนหนึ่งว่า “…..บ่าย ๔ น. เสด็จตื่นบรรทม….เจ้าพนักงานอ่านหนังสือถวายก็เข้าเฝ้าพร้อมด้วยสมุดหนังสือ….เรื่องที่อ่านถวายก็มีประวัติศาสตร์จีน ประวัติศาสตร์ญี่ปุ่น…….” ซึ่งสันนิษฐานได้ว่าอาจมีการแปลประวัติศาสตร์ต่างๆ หรืออย่างน้อยที่สุดก็เป็นการเล่าเรื่องตามคำบอกเล่าของชาวต่างชาติก็เป็นได้
แต่จากการเสียกรุงศรีอยุธยาครั้งที่๒ ทำให้หลักฐานทางวัฒนธรรมไปจำนวนมาก ซึ่งก็รวมไปถึงงานวรรณคดีต่างๆด้วย
ครั้นสมัยกรุงธนบุรีบ้านเมืองยังคงมีศึกอยู่ สถานภาพทางด้านวรรณคดี และวัฒนธรรมจึงยังไม่เป็นปึกแผ่นนัก จวบจนรัชสมัยของพระบาทสมเด็จพระพุทธยอดฟ้าจุฬาโลกมหาราช พระองค์โปรดเกล้าให้มีการแปลวรรณคดี ๒ เรื่องใหญ่คือ โปรดเกล้าฯให้กรมพระราชวังบวรมหาเสนาภิมุข (เจ้าฟ้าทองอิน กรมหลวงอนุรักษ์เทวศร์) ทรงอำนวยการแปลเรื่อง ไซ่ฮั่น และพระยาพระคลัง (หน) อำนวยการแปลเรื่อง สามก๊ก
การแปลจะใช้วิธีการให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาจีนแปลเนื้อความ และให้ผู้เชี่ยวชาญภาษาไทยเรียบเรียงความเป็นภาษาไทยที่ถูกต้อง ซึ่งการแปลวรรณกรรมลักษณะนี้เรียกว่า “ถอดความ”
ต่อมาในสมัยรัชกาลที่ ๓ เริ่มมีการแปลหนังสือภาษาอังกฤษเป็นภาษาไทย โดยนายแพทย์ยอร์ช แมคฟาแลนด์ (พระอาจวิทยาคม) ระบุว่าแหม่มแอนนา ยัดสัน แปลคำสอนศาสนาคริสต์เป็นภาษาไทย เมื่อ พ.ศ. ๒๓๖๒ แต่ไม่มีหลักฐานเหลือถึงปัจจุบัน
แคน สังคีต
ประวัติ
“แคน สังคีต” หรือชื่อจริง พิมล แจ่มจรัส เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1934 เป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ที่ฝากผลงานทั้งงานแปลและงานเขียนไว้ในวงการวรรณศิลป์มากมายหลายเรื่อง นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ เกิดที่ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี 2477 ศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานี เริ่มสนใจวรรณคดีไทยและภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เริ่มเขียนบทกวีและเขียน ส.ค.ส. เป็นโคลงฝรั่ง และใช้นามแฝง “สวรรค์ วรรณศิลป์” เพื่อแต่งโคลงสี่สุภาพเข้าแข่งขันในงานวันแม่ และได้รับรางวัลที่ 2 จากท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม และผู้ที่ชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้ ก็คือเพื่อนสนิทของเขา นายสมควร กวียะ หรือในปัจจุบัน ดร.สมควร กวียะ นั่นเอง
หลังจบชั้นมัธยม ได้ทุนจากจังหวัดเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา แต่ตั้งความปรารถนาว่าจะไม่เป็นครูตลอดชีวิตเป็นอันขาด ถึงแม้จะถูกหาว่าเกลียดตัวกินไข่ก็ตาม และที่นี่เองก็ได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ฝรั่ง ซึ่งเป็นแหม่มชาวอเมริกัน ชื่อ มิสคีฟ มาจากซินซินนาติ สิ้นปีการศึกษาของชั้นปีที่ 2 เขาไม่ยอมเข้าสอบปลายภาค แต่แอบไปสมัครสอบชั้นเตรียมอุดม แล้วย้ายไปชิงทุนฝึกหัดครูส่วนกลางได้และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พร้อมกับเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
เรื่องภาษาอังกฤษของเขาในขณะนั้นถือว่าไปได้ดี แต่ติดอยู่เรื่องวิชากฎหมายที่ทำให้ต้องคิดหนัก หลังจากครุ่นคิดอยู่นานจึงตัดสินใจหยุดเรียนกฎหมาย และหันไปสมัครสอบครูพิเศษมัธยมเป็นผลสำเร็จ เมื่อเป็นครูมาได้ 6 ปี จึงหวนกลับมหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์อีกครั้ง โดยเข้าเรียนที่คณะวารสารศาสตร์ จนประสบความสำเร็จได้รับทุน เหรียญเรียนดี และเกียรตินิยม และที่สำคัญชีวิตการเป็นนักเขียนของเขาเริ่มต้นที่นี่ตั้งแต่เรียนอยู่ชั้นปีที่ 1 ด้วยละครวิทยุเรื่องที่โด่งดังคือ ธาราระทม อันเป็นประสบการณ์ทางทะเลที่ได้มาจากเกาะสมุย สมัยที่ยังนั่งเรือเล็กออกไปตกเบ็ดปลาฉลาม และเกาะพงัน ยุคที่ชาวเกาะนั่งเรือออกไปเล่นน้ำเค็มปาสาหร่ายใส่กันในวันชักพระ (วันออกพรรษา)
This comment has been removed by the author.
ReplyDeleteประวัติความเป็นมาของการแปลและนักทฤษฎีการแปล
ReplyDeleteโดย นาย บวรศักดิ์ แสนเสนา เลขที่ 17
คณะศิลปศาสตร์
สาขาภาษาอังกฤษเพื่อการสื่อสารสากล
เลขประจำตัว 115310103107-4
มหาวิทยาลัยเทคโนโลยีราชมงคลธัญบุรี
แคน สังคีต
ประวัติ
“แคน สังคีต” หรือชื่อจริง พิมล แจ่มจรัส เกิดเมื่อปี ค.ศ. 1934 เป็นนักเขียนรุ่นใหญ่ที่ฝากผลงานทั้งงานแปลและงานเขียนไว้ในวงการวรรณศิลป์มากมายหลายเรื่อง นักเขียนผู้ยิ่งใหญ่ท่านนี้ เกิดที่ตำบลท่าทองใหม่ อำเภอกาญจนดิษฐ์ จังหวัดสุราษฎร์ธานี ในปี 2477 ศึกษาชั้นมัธยมที่โรงเรียนสุราษฎร์ธานี เริ่มสนใจวรรณคดีไทยและภาษาอังกฤษตั้งแต่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 3 เมื่ออยู่ชั้นมัธยมศึกษาปีที่ 6 เริ่มเขียนบทกวีและเขียน ส.ค.ส. เป็นโคลงฝรั่ง และใช้นามแฝง “สวรรค์ วรรณศิลป์” เพื่อแต่งโคลงสี่สุภาพเข้าแข่งขันในงานวันแม่ และได้รับรางวัลที่ 2 จากท่านผู้หญิงละเอียด พิบูลสงคราม และผู้ที่ชนะเลิศในการประกวดครั้งนี้ ก็คือเพื่อนสนิทของเขา นายสมควร กวียะ หรือในปัจจุบัน ดร.สมควร กวียะ นั่นเอง
หลังจบชั้นมัธยม ได้ทุนจากจังหวัดเข้ามาศึกษาต่อที่โรงเรียนฝึกหัดครูบ้านสมเด็จเจ้าพระยา แต่ตั้งความปรารถนาว่าจะไม่เป็นครูตลอดชีวิตเป็นอันขาด ถึงแม้จะถูกหาว่าเกลียดตัวกินไข่ก็ตาม และที่นี่เองก็ได้เริ่มเรียนภาษาอังกฤษกับอาจารย์ฝรั่ง ซึ่งเป็นแหม่มชาวอเมริกัน ชื่อ มิสคีฟ มาจากซินซินนาติ สิ้นปีการศึกษาของชั้นปีที่ 2 เขาไม่ยอมเข้าสอบปลายภาค แต่แอบไปสมัครสอบชั้นเตรียมอุดม แล้วย้ายไปชิงทุนฝึกหัดครูส่วนกลางได้และเข้าเรียนต่อที่โรงเรียนสวนกุหลาบวิทยาลัย พร้อมกับเรียนคณะนิติศาสตร์ มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์
หลังเรียนจบได้เข้าทำงานนิตยสารกับอาจารย์เปลื้อง ณ นคร ต่อมาสอบเข้าเรียนคณะรัฐประศาสนศาสตร์ จึงเปลี่ยนงานไปเป็นนักประชาสัมพันธ์การไฟฟ้านครหลวงวัดเลียบ หลังเรียนจบปริญญาโทจึงลาออกและนำเงินบำเหน็จซื้อตั๋วเครื่องบินเดินทางเสี่ยงโชคที่อเมริกาด้วยเงินติดกระเป๋าเพียง 25 ดอลลาร์ โดยทิ้งต้นฉบับงานเขียนไว้อีกหลายเล่มที่สำนักพิมพ์หลายแห่งในสมัยนั้นได้จัดพิมพ์ขึ้นโดยไม่ต้องจ่ายค่าลิขสิทธิ์ ต่อมาเรื่องเหล่านี้ได้รับการพิมพ์ซ้ำอีกหลายครั้งโดยผู้เขียนได้รับค่าลิขสิทธิ์ถูกต้องทุกครั้ง
ระหว่างอยู่ที่สหรัฐอเมริกา ทำงานเป็นคนคุมเครื่องจักรในโรงงานพร้อมกับเข้าเรียนปริญญาโททางรัฐศาสตร์ที่มหาวิทยาลัยนอร์ธอีสท์เทิร์น อิลลินอยส์ เมื่อแต่งงานแล้วจึงลาออกไปทำงานที่โรงแรมฮิลตัน หลังจาก 12 ปีผ่านไป กลับมาเมืองไทยและเข้าทำงานในตำแหน่งเดิม คือนักประชาสัมพันธ์การไฟฟ้านครหลวงวัดเลียบ และต่อมาได้เป็นผู้บรรยายพิเศษที่มหาวิทยาลัยธรรมศาสตร์ และรับตำแหน่งอาจารย์ประจำที่มหาวิทยาลัยธุรกิจบัณฑิตย์ และอาจารย์ประจำสาขาวิชาการสื่อสารมวลชน คณะนิเทศศาสตร์ มหาวิทยาลัยเกริก รวมทั้งเคยเป็นกรรมการตัดสินวรรณกรรมรางวัลซีไรต์อีกด้วย
“แคน สังคีต” เสียชีวิตลงด้วยวัยเพียง 75 ปี ในวันที่ 10 ก.ค. 52 เวลา 2.00 น. ด้วยโรคมะเร็งลำไส้ ซึ่งได้สร้างความโศกเศร้าอาลัยให้กับเพื่อนพ้องและเหล่านักเขียนด้วยกันเป็นอย่างมาก ที่สำคัญการสูญเสียครั้งนี้นับเป็นเรื่องน่าเสียใจอย่างยิ่งที่วงการหนังสือในบ้านเราได้สูญเสียบุคคลากรที่ทรงคุณค่าไปอีกท่านหนึ่ง